หน้ากาก CPAP คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

0
87

การนอนกรน เป็นปัญหาต่อสุขภาพอย่างหนึ่งที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ กรณีการนอนกรนธรรมดาอาจส่งผลทำให้นอนหลับยากและรู้สึกอ่อนเพลียเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียง ส่วนการนอนกรนที่เป็นอันตรายได้แก่การนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีนอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ปัจจุบันมีการนำเครื่องCPAP หรือหน้ากาก CPAP มาใช้รักษาอาการนอนกรน หน้ากากนี้คืออะไรรักษาอาการนอนกรนได้อย่างไร เรามาหาคำตอบจากบทความนี้กันเลย

หน้ากาก CPAP คืออะไร

หน้ากาก CPAP หรือ Continuous Positive Airway Pressure เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับรักษาอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นเครื่องช่วยหายใจประเภทหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกว่าสามารถรักษาอาการนอนกรนและการหยุดหายใจขณะหลับได้ผลดีในทุกระดับและดีมากในระดับปานกลางจนถึงผู้ที่มีอาการนอนกรนอย่างรุนแรง

การทำงานของเครื่อง CPAP

เครื่อง CPAP ช่วยให้การหายใจกลับมาเป็นปกติได้และการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดนี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด  การทำงานของเครื่องจะทำงานโดยวิธีนำอากาศจากภายนอกผ่านการกรองฝุ่นด้วยแผ่นกรอง แล้วส่งอากาศที่ผลิตออกมาเข้าไปสู่ทางเดินหายใจของผู้ป่วยผ่านทางท่อลมที่ครอบจมูกไว้ อากาศที่ได้จากเครื่อง CPAP นี้จะช่วยเป่าหรือขยาย และถ่างช่องทางเดินหายใจของผู้ที่นอนกรนให้กว้างขึ้น ทำให้ไม่อุดกั้นขณะหายใจ ช่วยให้หายใจสะดวกและแก้นอนกรนได้อย่างเห็นผล การรักษานอนกรนด้วยหน้ากาก CPAP เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ที่จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้เป็นอย่างดี

CPAP แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือหน้ากาก CPAP แก้นอนกรนต้องได้รับการวินิจฉัยหรือตรวจ Sleep test จากแพทย์ก่อนว่า อาการนอนกรนอยู่ในระดับรุนแรงหรือไม่และเหมาะกับเครื่องแบบใด โดยทั่วไป เครื่อง CPAP แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. CPAP ประเภทแรงดันปกติคงที่ (Manual CPAP)

เครื่อง CPAP ประเภทนี้ จะมีการปรับแรงดันที่คงที่ ต้องใช้การปรับให้เหมาะสม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจอึดอัดเนื่องจากมีอาการกรนที่รุนแรงและต้องการแรงดันสูง เมื่อปรับแรงดันตามต้องการแล้วก็จะดีขึ้น หน้ากาก CPAP  ประเภทนี้ไม่สามารถปรับค่าการจ่ายแรงดันอากาศได้เลยนอกจากค่าที่ตั้งไว้ตลอดการนอนทั้งคืนไม่ว่าผู้ที่นอนกรนจะมีการหายใจอยู่ที่ระดับใดก็ตาม ในการรักษานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP ยังคงต้องนำผลหลังการใช้ไปให้แพทย์วินิจฉัยเพื่อปรับการทำงานของเครื่องให้เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

2. CPAP ประเภทปรับได้ 2 ระดับ (Bilevel PAP หรือBiPAP)

เครื่อง CPAP ประเภทนี้เป็นเครื่องที่สามารถปรับได้ตามระดับแรงดันของการหายใจเข้าและหายใจออก โดยค่าของการหายใจเข้าและออกไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เหมาะกับผู้ที่นอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบรุนแรงและต้องการแรงดันอากาศสูง ซึ่งหากใช้แบบแรงดันคงที่ (Manual CPAP) และแบบอัตโนมัติ (Auto CPAP) ก็จะทำให้อึดอัดมาก เพราะระดับแรงดันไม่พอเหมาะกับการหายใจเข้า – ออกในขณะนั้น

3. CPAPประเภทปรับอัตโนมัติ (Auto CPAP)

หน้ากาก CPAP  ประเภทนี้เป็นเครื่องที่ปรับระดับได้อย่างเหมาะสม ตามระดับการหายใจและการกรนได้ตลอดทั้งคืนโดยอัตโนมัติ ข้อดีของเครื่องช่วยนอนกรนคือเป็นเครื่องที่สามารถคำนวณการปล่อยอากาศในขณะใช้ โดยจะปล่อยอากาศออกมาเท่ากับระดับอาการ หรือระดับการหายใจของผู้ป่วยได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยการปรับตามอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอึดอัด ช่วยให้หลับสบายตลอดทั้งคืน

สำหรับ เครื่องCPAP แบบปรับระดับได้( BiPAP)และแบบอัตโนมัติ( Auto CPAP) ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ป่วยได้ดีกว่าเครื่องแบบ  (Manual  CPAP) มาก แต่ก็ยังคงมีราคาที่สูงกว่า แต่ถ้าแพทย์พบว่า ผู้ป่วยเป็นแบบรุนแรงแต่ยังคงใช้แรงดันแบบคงที่ได้ แพทย์ก็มักจะแนะนำให้ใช้เครื่องแบบแรงดันปกติคงที่(Manual  CPAP) เพราะราคาไม่แพง ซึ่งความเหมาะสมของการใช้เครื่องแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคนั่นเอง

ส่วนประกอบของหน้ากาก CPAP

หน้ากาก CPAC ทั้ง 3 ประเภท จะมีอุปกรณ์เหมือนกัน ซึ่งจะประกอบด้วยอุปกรณ์ในส่วนต่างๆดังนี้

1.เครื่องทำแรงดัน เป็นอุปกรณ์หลักที่ทำหน้าที่สร้างแรงดันอากาศให้กับผู้ป่วย หรือคนที่นอนกรน ตามประเภทของการใช้งาน

2.หน้ากากครอบหน้า ส่วนนี้จะประกอบไปด้วยหน้ากากที่ใช้ครอบจมูก ท่อและสายรัดกันหลุด อุปกรณ์นี้สามารถเลือกซื้อได้หลายรูปแบบคือแบบครอบเฉพาะจมูก แบบสอดจมูกและแบบครอบทั้งปากและจมูก ส่วนสายรัดจะมีทั้งแบบมาตรฐานและแบบปรับขนาดได้

3. อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นท่อร้อนใช้สำหรับไม่ให้เกิดไอน้ำภายในท่อ หน้ากากสำรอง โดยอุปกรณ์เสริมในข้อนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้การรักษาด้วยเครื่อง CPAP หรือเครื่องช่วยนอนกรน มีข้อดีคือหากการใช้เครื่องมีระดับที่เหมาะสมกับลักษณะของอาการนอนกรน จะช่วยให้นอนหลับได้สนิท ป้องกันโรคนอนไม่หลับ เพราะได้รับอากาศอย่างเต็มที่ตลอดคืน ไม่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อรู้สึกสดชื่นสุขภาพกายก็จะดีขึ้น และยังลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่มาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้เป็นอย่างดี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here